ว่าด้วยเรื่องอาร์ทตัวแม่ ตอนที่ 1
posted on 28 Jan 2009 01:18 by coloned in ScienceStoryสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้หญิงนั้น จะมีลักษณะเด่นเหล่านี้ คือ ล่องลอยอยู่ในจินตนาการ อยู่เหนือเหตุและผล และไม่ต้องการ การเข้าใจ
พี่โน้ต อุดม ได้พูดถูกแล้ว
แต่ว่า อนิจจา ผู้ชายอย่างเราได้แต่ก้มหัวรับชะตากรรม ของการที่เหล่าพวกเธอนั้นไร้เหตุผล ผีเข้าผีออก ทำตัวอาร์ทๆให้พวกเราเจ็บปวดทรมาน(55+) ไปชั่วกาลนานจนกว่ามนุษย์เราจะวิวัฒนาการให้มีสองเพศอย่างไส้เดือนอย่างนั้นน่ะหรือ
จะว่าเรื่องเล็กก็ไม่ใช่ เรื่องใหญ่ก็อาจเป็นได้ เพราะไอ้ความอาร์ทนี่แหละส่งผลให้เหล่าอาร์ทตัวแม่ทั้งหลายเกิดอาการ อกหัก รักคุด เหมือนโดนตุ๊ดหลอกฟันมานักต่อนักแล้ว เนื่องด้วยว่าความอาร์ทนี้มันจะแสดงออกอย่างชัดเจนกับคนที่มีสถานะเป็น “แฟนกัน”
พออาร์ทตัวพ่อมันทนไม่ได้ สติแตก ก็เลยบอกเลิกกันไปซะอย่างนั้นยังไงล่ะ
ด้วยความใจร้อน ความอดทนที่ต่ำในผู้ชายทั่วๆไป ก็ย่อมส่งผมให้ความต้านทานต่อความอาร์ทของผู้ชายนั่น โดยเฉลี่ยแล้วต่ำมาก เห็นพูดกันขำๆแต่พอเกิดขึ้นในชีวิตจริงเนี่ย บางทีถึงขั้นพูดจาภาษาอวัยวะที่ใช้ยืน ไปจนถึงภาษาใช้แรงงานกันเลยก็มี
การแก้ปัญหาในตัวเลือกที่ว่า “นิ่งไว้ อย่าไปขัด” อาจใช้ไม่ได้ผลซะทีเดียว เพราะถ้าเกิดฝ่ายชายอดรนทนไม่ไหวแล้วล่ะก็ งานนี้อาจมีคนโสดกลางอากาศก็เป็นได้
แต่บางที เหล่าอาร์ทตัวพ่อทั้งหลาย ก็เกิดอาการขัดใจแม่ ทำให้หงุดหงิดขึ้นมาดื้อๆ ทำให้ฝ่ายหญิงเกิดอาการ “อะไรของมันวะ” ได้อยู่ร่ำๆไป
และที่สำคัญ ส่วนใหญ่ทุกคนน่ะไม่รู้ตัวหรอก ว่ากำลังอาร์ทอยู่! กว่าจะรู้ก็ทะเลาะกันไป2-3ประโยค หักลำกลับมาขอโทษก็กลัวเสียฟอร์ม กู่ไม่กลับซะแล้ว
ดังนั้นแล้ว วิธีการอยู่อย่างสมานฉัน ก็จำเป็นต้องให้เกิดความเข้าใจทั้งสองฝ่าย ว่าจริงๆแล้วไอ้ความอาร์ทของทั้ง 2 เพศนี่มันมายังไง แล้วจะสามารถยับยั้งมันได้มากแค่ไหน เพื่อให้สามารถอยู่รอดปลอดภัยไม่เลิกราได้นานๆ
เกริ่นมานานก็เข้าเรื่องซะที ว่าจริงๆแล้วไอ้นิสัยเสียที่เป็นเฉพาะของแต่ละเพศนั้นมันมีที่มา สืบย้อนไปตั้งแต่เราวิวัฒนาการกันเลยทีเดียว เพราะสิ่งที่เราคิดว่ามันเหมือนกันทั้งสองเพศนั้น มันไม่เหมือนกันเลย! ทั้งมุมมอง วิธีคิด ทัศนะคติ ความเชื่อ ความสามารถ ทั้งหมดนี้และอื่นๆ มนุษยชาติทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีสกิลเด่นและด้อยของตัวเองทั้งสิ้น จะว่าสิทธิเท่าเทียมกันน่ะหรอ มันก็ได้ แต่สามารถทำอะไรได้เท่ากันหมดนี่ ไม่มีทาง!
เพราะความเท่าเทียงระหว่างเพศหญิงและเพศชายเป็นเรื่องของการเมืองและจริยธรรม แต่ความแตกต่างทางร่างกายและจิตใจเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์!!!
เอ็นทรี่นี้จะว่าด้วยเรื่องของอาร์ทตัวแม่กันก่อน ส่วนอาร์ทตัวพ่อไว้รอเอนทรี่หน้าละกัน
(เอ็นทรี่นี้จะอ้างอิงจากหนังสือ Why men don’t listen & Women can’t read maps ของ อัลแลนและบาร์บาร่า พีส )
ผู้หญิงจะขับรถเงอะงะๆ ขับหลงทาง ดูป้ายไม่เข้าใจ อ่านแผนที่กลับหัว พูดมาก(และเหมือนจะไร้สาระ) ร่างกายบอบบาง ไม่ยอมเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเรื่องบนเตียง(อาจยกเว้นบ้างเป็นบางคน หึหึหึ) โลเลเรื่องมาก คิดเล็กคิดน้อย จู้จี้จุกจิก อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าตลาดหุ้นช่วงแฮมเบอร์เกอร์ เวลาเครียดก็มักจะระบายด้วยการกินของหวานและช๊อปปิ้งให้ลาญแหลกโดยมียันต์แดงเขียนว่า S A L E เป็นเครื่องนำทาง พวก5-10% นี่ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้า 50%ขึ้นไปคุณอาจจะพบสมรภูมิแม่บ้านได้เลย
แต่ผู้หญิงนั้นมีแต่ข้อเสียอย่างเดียวหรือไง ไม่ๆๆ(กลัวโดนตบ) พวกเธอก็จะช่างสังเกต ความจำเป็นเลิศ เป็นมิตร อ่อนโยนอ่อนหวาน ละเอียดประณีต มีความสามารถสูงในการระบุถึงสภาวะของคน ทั้งในด้านอารมณ์และด้านร่างกาย ความอดทนสูง(เฉพาะในเวลาคับขัน) และที่สำคัญที่สุด ความสามารถในการเลี้ยงลูกทุกแขนง
แต่หากเราจะพูดถึงข้อดีไปทำไมเสีย ในเมื่อเขายกยอสตรีในเรื่องเหล่านี้กันทั้งโลกแล้ว ฮ่าๆ งั้นเรามาพูดเรื่องความอาร์ทกันเพียวๆนี่แหละดี
ผู้ชายหลายคนจะพบว่าอาการเปลี่ยนแปลงในการกระทำของฝ่ายหญิงเมื่อเปลี่ยนจากคนรู้จักหรือเพื่อน ไปเป็นคำว่าแฟนหรือภรรยาเนี่ย บางทีมันช่างปวดร้าวหัวใจเสียเหลือเกิน เรื่องที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นนี้อาจไม่มีสักข้อเดียวระหว่างที่ดูใจกัน แต่ดันกลายเป็น “ถูกทุกข้อ” ตอนเป็นแฟนกันซะอย่างนั้น ทำไมล่ะเนี่ย
ก็เพราะมันเป็นการกระทำที่มาจาก ความเป็นเจ้าของ ผู้ชายของตนเองน่ะสิ
เริ่มจากอาการขี้หึงขี้หวงก่อน นั่นทำให้เราๆนั้นลำบากเหลือเกินแม้จะชายตาแลแม้ปลายด้ายที่หลุดจากชายเสื้อแขนยาวมิดชิดของหญิงอื่น
สืบย้อนไปสักหน่อย ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก เอาสักยุคหินเนี่ยกำลังดี!
พวกคุณบางคนว่า เฮ้ย มันไม่เกี่ยวหรอก อะไรจะนานขนาดนั้น แต่ระวังเถอะ จุดเริ่มต้นนี่แหละสำคัญนักแล
สมัยก่อนที่เรายังพูดภาษาอุก่ะๆ นุ่งลมห่มฟ้าเที่ยวล่าสัตว์ป่าในพงไพรเนี่ย เราก็ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ออกลูกเป็นตัว(คน)อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ความลำบากก็คือเราไม่ได้มีบ้านปูน กำแพงเหล็ก หรือตำรวจ(อันนี้ก็อาจปกป้องเราไม่ได้หรอก) มีแต่คนในครอบครัวและชนเผ่าเท่านั้น ที่จะคอยพึ่งพาอาศัยกันเอง เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีสมองใหญ่กว่าสัตว์ชนิดอื่น จึงมีการแบ่งหน้าที่กันในการเอาชีวิตรอดตามหลักสรีระวิทยา คือตัวผู้ที่ไม่มีภาระร่างกายอะไร ก็ทำหน้าที่ออกล่าเหยื่อหาอาหาร ในขณะที่ข้อจำกัดที่ต้องอุ้มท้องและเลี้ยงลูกของตัวเมีย อีกทั้งสรีระที่บอบบางกว่าก็ทำให้ต้องทำหน้าที่ดูแลถ่ำไปโดยปริยาย(และตัวผู้ที่ออกล่าเรื่อยๆ กับตัวเมียที่ดูแลถ่ำเรื่อยๆ ก็ทำให้สรีระยิ่งแตกต่างห่างไกลกันไปอีก) ซึ่งเมื่ออาหารและความปลอดภัยนั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้เสียอย่างเดียว ตัวเมียก็เลยเกิดอาการ “ขาดมึง กูตาย” ไปโดยธรรมชาติ (แม้ว่าปัจจุบันจะเป็น “ขาดกู มึงตาย” แล้วก็ตาม) ความหึงหวงจึงเป็นสัญชาติญาณการอยู่รอดของมนุษย์เพศเมียมาตั้งแต่โบราณกาล
และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความอาร์ททั้งหลายทั้งปวงที่จะนำเสนอในตอน ต่อ ไป
edit @ 28 Jan 2009 01:24:44 by อิซึ